[SF] Love isn’t … everything

posted on 27 Feb 2011 19:08 by hoontales  in Infinite

Love isn’t … everything

Rehearsal Version.

(Seongyeol*Myungsoo)

 

คุณเชื่อเรื่องความรักไหม?

 

คิมมยองซูเคยเชื่อนะ... เคยเชื่ออยู่ครั้งนึง แล้วก็ถูกทำให้เลิกเชื่อมันอีกตลอดชีวิต ไม่อยากจะบอกหรอกว่าวิธีการที่ทำให้คิมมยองซูเลิกเชื่อเรื่องความรักน่ะมันไร้สาระทั้งเพ

 

แต่คิมมยองซูก็อยากจะบอก...

 

ก็แค่ถูกทิ้งน่ะ.....

 

หลังจากนั้นคิมมยองซูก็เลิกเชื่อว่าความรักจะต้องลงเอยด้วยคำว่าคนรักตลอดไป....

 

Love isn’t … everything

Studio Version.

(Sunggyu*Woohyun)

 

คุณเชื่อเรื่องความรักไหม?

 

คิมซองกยูไม่อยากเชื่อหรอก... ไม่ใช่เพราะอะไร... แต่เป็นเพราะเห็นมาจากน้องชายที่ดูท่าว่าจะมีประสบการณ์มากกว่าตัวเองน่ะสิถึงได้รู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เห็นน้องบอกว่า..จะเลิกเชื่อเรื่องความรักอีกต่อไปแล้วเพราะเพิ่งถูกทิ้งมา

 

เพราะฉะนั้นคิมซองกยูก็เลยเชื่อตามน้องไปว่า

 

ความรักน่ะไม่จำเป็นจะต้องลงเอยด้วยคำว่าคนรักตลอดไปหรอก....

 

.

.

.

 

 

 

Rehearsal Version.

 

คิมมยองซูตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่เพราะเสียงเคาะกระทะโช้งเช้งของพี่ชายจากครัวด้านล่าง ผ้าห่มสีน้ำเงินเข้มถูกยันไปกองไว้ที่ปลายเตียง สะบัดหมอนข้างไว้ริมสุดแล้วลุกขึ้นนั่งอ้าปากหาวหวอดๆ เด็กหนุ่มยกมือขึ้นขยี้ผมยุ่งๆของตัวเองแล้วมองนาฬิกาติดผนัง

 

ซวยแล้ว...สายโด่ง!

 

เขารีบลุกจนแทบจะสะดุดเอากองชุดนักเรียนของเมื่อวานแล้ววิ่งพรวดพราดเข้าห้องน้ำ เสียงของร่วงตามทางดังพร้อมกับเสียงหัวเราะของพี่ชายที่อยู่ด้านล่าง เด็กหนุ่มแปรงฟันไปหงุดหงิดไป ไอ้พี่บ้านั่นไม่ยอมปลุกกัน อยากแกล้งก็ไม่บอก!

 

“ลงมาเร็วๆนะมยองซูอา~...พี่ทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว..แต่นายน่ะจะไปโรงเรียนสายนะ”

 

เด็กหนุ่มสบถคำหยาบคาย รีบอาบน้ำแล้วพันผ้าเช็ดตัวลวกๆ คว้าชุดนักเรียนที่โชคดีหน่อยไม่ถูกพี่ชายตัวดีแกล้ง ยังมีน้ำใจรีดให้มาใส่ ก้าวยาวๆไปอีกฝั่งของห้องแล้วหยิบกระเป๋าเป้สีดำติดมือมา

 

“จำไว้เลยนะไอ้พี่บ้า!!...คิมซองกยูผมจะฟ้องแม่!!”

 

มยองซูคว้าแซนวิชสอดไส้ไข่ดาวกับเบคอนชิ้นโตขึ้นมาแล้วกัดจนจมเขี้ยว รีบเคี้ยวแล้วคว้าแก้วนมมากระดกลงคอดังอึ๊กๆ จนคนที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีชมพูเอาแต่ยืนหัวเราะด้วยความตลก

 

“แล้วอีกอย่าง...สีผ้ากันเปื้อนโคตรสาวเลยว่ะ...กล้าใส่ได้ไงเนี่ย!”

 

เขากัดแซนวิชต่ออีกสี่ห้าคำจนหมดแล้วยกแก้วนมดื่มตามเป็นยกสุดท้าย แลบลิ้นเลียริมฝีปากส่งๆ กระชับเป้ในมือแล้วพุ่งตัวออกจากบ้านด้วยความรวดเร็ว

 

กริ๊งงงงงงงงงงง

 

แต่ยังไม่ทันจะออกจากตัวบ้านดีด้วยซ้ำ คิมมยองซูก็ต้องชะงักกึกอยู่ที่ริมรั้วไม้สีน้ำตาลเข้ม ทำหน้าตาเบื่อโลกทันทีที่เห็นว่าเสียงกริ่งรถจักรยานนั้นมาจากใคร

 

“อรุณสวัสดิ์คิมมยองซู...รีบขึ้นมาเร็วไม่งั้นเดี๋ยวสายนะ”

 

เจ้าของรถจักรยานแม่บ้านสีแดงส่งเสียงเรียกพร้อมกับรอยยิ้มสดใส น่ารักตายล่ะ! เด็กหนุ่มเบ้ปากใส่เบื่อๆ แต่ถึงแบบนั้นก็ต้องยอมขึ้นไปซ้อนท้ายแต่โดยดีเพราะเดี๋ยวมันสายจริง จะซวยหนักยิ่งกว่ามีคนปั่นจักรยานมารอถึงหน้าบ้าน

 

“อีซองยอลนายมันบ้า...ห้ามเอาเรื่องนี้มาทวงบุญคุณนะเพราะฉันไม่ได้ขอ!”

 

.

.

.

 

ก็บอกแล้วไงว่าคิมมยองซูไม่เชื่อเรื่องความรักอีกแล้ว เด็ดขาด ไม่มีการหวนกลับอีกต่อไป ขอสาบานตรงนี้ เขาบ่นกับตัวเองในใจ แต่ว่าไอ้ตัวดีอีซองยอล ใช่..ก็อีซองยอลคนเดียวกับที่บังเอิญทำตัวเป็นฮีโร่มาช่วยทันเวลาน่ะแหละตัวดี

 

ไม่รู้ว่าที่มาตามวิ่งวนรอบหน้ารอบหลังแบบนี้ต้องการอะไร...

 

และถึงอยากได้อะไรคิมมยองซูก็ไม่มีให้หรอก!!!

 

เด็กหนุ่มท้าวคางทำหน้าตาเบื่อโลกกับตัวเองในห้องเรียน เสียงครูที่พร่ำสอนอยู่หน้าห้องนั้นดังหึ่งๆเหมือนมียุงมาบินวนแถวหู กระเพาะน้อยๆส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความหิว เขานั่งแกร่วอยู่แบบไม่สนใจเรียนมาตั้งแต่เช้าจนตอนนี้มันจะเที่ยงแล้ว

 

ไม่มีใครให้โบ้ยความผิดใส่เลย..เพราะงั้นคิมมยองซูก็ขอโบ้ยให้อีซองยอลอีกทีแล้วกัน

 

โชคดีที่เขากับซองยอลไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน หมอนั่นแก่กว่าตั้งปี แต่ก็นะ...โง่เกินกว่าจะเรียนให้จบตามอายุได้ เพราะงั้นตอนนี้ก็เลยอยู่ชั้นเดียวกับมยองซูเพียงแต่คนละห้อง และเหตุผลที่เด็กหนุ่มเรียกมันว่าโชคดีก็เพราะว่า อย่างน้อยชีวิตในห้องเรียนก็ปราศจากการก่อกวนจากอีซองยอล

 

คนประหลาดที่เอาแต่ยิ้มหวานแจกจ่ายชาวบ้านไปทั่ว มันน่ารำคาญจะตายไป...

 

ที่ประหลาดที่สุดก็คือ.... อีซองยอลเริ่มต้นมันด้วยการเดินเข้ามาแล้วบอกเขาในวันที่เขาต้องกลับบ้านคนเดียวเพราะเพื่อนๆหนีไปเกมส์เซนเตอร์กันหมดว่า

 

“คิมมยองซู...ทำไมอยู่ดีๆฉันก็สนใจนายมากกว่าคนอื่น?”

 

มันไม่เชิงเป็นการหาเรื่อง มันเหมือนเข้ามาถามมากกว่า และคำถามมันก็กำกวมแถมกวนส้นเท้าอย่างแรงเลยด้วย เพราะงั้นหลังจากถูกถามวันนั้น เขาก็เลยขมวดคิ้วแล้วตอบกลับแบบหยาบๆเพราะรำคาญไปว่า

 

“แล้วจะไปรู้กับมึงหรอ?!”

 

และจบประโยคนั้นเขาก็ถูกฝ่ามือเย็นๆนั้นตีเพี๊ยะเบาๆที่ปาก โทษฐาน “พูดจาหยาบคาย” ตบท้ายด้วยการบังคับให้เขาซ้อนท้ายจักรยานสีแดงเสี่ยวๆคันนั้นไปส่งที่บ้าน

 

คิมมยองซูไม่อยากคิดเองเออเองหรอกว่าที่อีซองยอลเข้าหาแบบนี้เพราะว่าเกิดชอบพอหรือถูกใจอะไรตัวเองเข้า เพราะเขาน่ะยังไม่อยากวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นในตอนนี้ ก็อย่างที่บอกไปแต่แรกไง... คิมมยองซูเลิกเชื่อเรื่องความรักแล้ว! เพราะงั้น ถึงอีซองยอลจะมาด้วยลูกไม้ไหนและด้วยสาเหตุอะไร เขาก็ไม่สนใจหรอก!

 

ลูกชายคนเล็กของบ้านคิมขมวดคิ้วนิ่วหน้า นึกแล้วก็เครียด รำคาญก็รำคาญ แต่ก็นึกรู้อยู่ในใจว่าหลังจากเสียงกริ่งพักเที่ยงไม่เกินห้านาที ตัวสูงโย่งแถมผอมกระหร่องของอีซองยอลจะต้องมายืนตรงหน้าเขานี่ และต้องมาพร้อมกับอะไรบ้าๆตามสไตล์แน่นอน

 

“เที่ยงสวัสดิ์คิมมยองซู...หิวรึยัง?”

 

นั่นไง! เคยคิดอะไรผิดหรอ? อีซองยอลแว่บเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เงยหน้ามาก็เจอพอดี แถมหอบกล่องข้าวสีเหลืองอ๋อยลายลูกเจี๊ยบมาเต็มมืออีก

 

“หิวมาก”

 

แต่ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะปฏิเสธ เพราะว่าเขาน่ะหิวจริง มยองซูกวาดหนังสือเรียนกับเครื่องเขียนลงใต้โต๊ะเคลียร์ให้กลายเป็นโต๊ะกินข้าว แล้วซองยอลก็เปิดห่อดึงกล่องข้าวสองกล่องออกมาวางตรงหน้า

 

“วันนี้ฉันตื่นตั้งแต่ตีสี่มาทำให้นายเลยนะ...เมื่อคืนนี้นั่งคิดตั้งนานว่าจะทำอะไรดีวันนี้...”

 

เด็กหนุ่มนั่งฟังอีซองยอลร่ายยาวเกี่ยวกับมหากาพย์การทำข้าวกล่อง มันเป็นแบบนี้ทุกวันแหละ ดีหน่อยที่อาหารของอีซองยอลน่ะกินได้แล้วก็อร่อยด้วย แถมดีตรงที่เขาไม่ต้องซื้อข้าวกินเองประหยัดเงินเอาไว้ไปซื้อโน่นซื้อนี่ที่อยากได้ได้อีก ถึงได้ยอมๆกินมัน

 

“ไอ้ไส้กรอกเนี่ย...กว่าจะตัดเป็นปลาหมึกได้แปดหนวดแบบนี้..มีดบาดมือไปสองรอบแน่ะ”

 

แล้วก็หัวเราะพร้อมกับอวดนิ้วที่แปะไปด้วยพลาสเตอร์ยาสีเขียวกับฟ้าที่นิ้วชี้กับนิ้วกลาง คิมมยองซูขมวดคิ้วและค้างตะเกียบอมไว้ในปาก หงุดหงิดที่อีซองยอลน่ะโง่เกินไปจนทำมีดบาดนิ้วตัวเอง

 

“ทีหลังก็ระวังๆสิ” บ่นอู้อี้แล้วเคี้ยวต่อ ส่องมองในกล่องข้าวเผื่อว่าอีซองยอลจะเผลอหั่นนิ้วตัวเองลงมาให้เขากินด้วย

 

“อยากกินนั่นมั่งอ่ะ” ซองยอลบุ้ยใบ้มาทางไส้กรอกในตะเกียบเขา มยองซูชะโงกดูว่าในกล่องของซองยอลไม่มีหรือไงทำไมจะต้องมาอยากกินของคนอื่น แล้วก็เห็นว่ามันไม่มีจริงๆ เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว อีซองยอลมันแย่ตรงที่ชอบมาขอตอนเขากำลังจะเอาเข้าปากเนี่ย!

 

“เอ้า..กินสิ...เร็วๆ..ทีหลังก็ทำให้มันเหมือนกันทั้งสองกล่องจะได้ไม่ต้องมาแย่งฉัน!”

 

เขายื่นตะเกียบที่มีไส้กรอกรูปปลาหมึกไปตรงหน้าซองยอล และอีกฝ่ายก็ยิ้มแป้นก่อนจะอ้าปากงับมันไปทั้งชิ้น

 

สาบานก็ได้ เขาไม่รู้ว่าทำไมอีซองยอลถึงทำได้สายตาวิบวับแบบนั้นหลังจากที่เขาคีบอีกชิ้นเข้าปาก แต่ก็คิดว่ามันน่ารำคาญเอาเรื่องเลยทีเดียว

 

.

.

.

 

เลิกเรียน... หลังจากที่คิมมยองซูตรวจเช็คดูจนมั่นใจแล้วว่าจักรยานสีแดงและเจ้าของของมันจะไม่มีทางได้มาวุ่นวายกับการกลับบ้านของเขาแน่นอนในวันนี้ เด็กหนุ่มก็ก้าวเท้าออกจากห้องเรียนอย่างสบายใจ พาดเป้ไว้บนบ่าแล้วผิวปากมาตลอดทางเดินลงบันไดตึกเรียน

 

เมื่อกี้เพิ่งถูกพี่ซองกยูด่าว่าเลิกเรียนตั้งนานแล้วทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน ไม่ต้องสืบว่าทำไมพี่ซองกยูถึงรู้ทั้งที่ตัวเองน่ะยังทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านกาแฟแถวมหาวิทยาลัย มยองซูเดาว่าต้องเป็นป้าข้างบ้านซักบ้านที่พี่ชายเขาไปฝากฝังตัวเองไว้แน่นอน

 

“สายัณห์สวัสดิ์คิมมยองซู...เดี๋ยววันนี้ฉันเดินกลับบ้านเป็นเพื่อน...รู้นะว่าเพื่อนนายหนีกลับไปก่อนแล้ว”

 

เหอะ! ไอ้บ้าอีซองยอล! เพื่อนน่ะไม่ได้หนีกลับก่อนหรอกโว้ย แต่บอกให้มันทำทีเป็นกลับไปก่อนแล้วทำเหมือนเขากลับไปด้วยต่างหาก เพื่อที่อีซองยอลจะได้หลงเชื่อว่าเขากลับบ้านแล้วและทางกลับบ้านวันนี้จะได้สะดวกปราศจากคนกวนใจ แต่ก็นั่นแหละ! คิมมยองซูยังคงต้องขมวดคิ้วยุ่งเพราะว่าแผนการที่วางไว้ดันล่มซะหมด

 

เจ้าของใบหน้าแป้นแล้นกับรอยยิ้มสดใสนั้นยังยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ น่าเบื่อชะมัด!

 

“เดินไปดิ...จะกลับมั๊ยล่ะบ้านน่ะ!”

 

คิมมยองซูหน้านิ่วตลอดทาง ตรงข้ามกับไอ้คนที่เดินข้างมาเรื่อยๆ เอาแต่ยิ้มสดใสแจกจ่ายให้ทุกอย่างรอบตัว เด็กหนุ่มเบือนหน้าไปอีกทาง ร้องเหอะให้ตัวเองได้ยินเบาๆแล้วรีบเร่งฝีเท้าเพราะอยากถึงบ้านเต็มแก่

 

เพิ่งนึกโทษความขี้เกียจของตัวเองที่ไม่ชอบไปเที่ยวหลังเลิกเรียนกับเพื่อนก็ตอนนี้แหละ อย่างน้อยถ้ามีพวกเยอะๆ เขาก็คงต่อสู้ทางจิตกับอีซองยอลได้แบบไม่ว้าเหว่

 

“นี่คิมมยองซู”

 

“อะไร?” คำถามระหว่างทางได้รับคำตอบเสียงห้วนๆ อีซองยอลยังคงยิ้ม จนมยองซูเริ่มฉุนว่ามันจะยิ้มอะไรมากมาย!

 

“เป็นเพื่อนกันมั๊ย?”

 

“ไม่เป็น” และยิ่งหงุดหงิดก็เลยยิ่งพูดจาไม่น่าฟัง แอบหวั่นในใจลึกๆว่าจะถูกฝ่ามือเย็นๆนั้นตีเบาๆที่ปากอีกรึเปล่า

 

“งั้นอยากเป็นอะไร?”

 

“ไม่อยากเป็นอะไรทั้งนั้นแหละโว้ย” เด็กหนุ่มเริ่มหลุดสบถเรื่อยๆ และคนข้างตัวก็หันมาแล้ว มยองซูชะงักไปครู่นึง มองมือซองยอลว่ากำลังจะยกขึ้นมาตีปากเขารึเปล่า

 

“ไม่มีหรอกคำตอบนั้น...เร็วๆตอบมาอยากเป็นอะไร?”

 

“ไม่อยาก”

 

“ตอบมาเหอะน่า...เดี๋ยวก็ถึงบ้านนายแล้ว...ถามบ่อยๆมันเหี่ยวนะ”

 

“อะไรเหี่ยว...พูดอะไรวะไม่เข้าใจ...ไม่อยากเป็นโว้ย...ไม่อยากเป็นอะไรทั้งนั้น!”

 

เพี๊ยะ แล้วอีซองยอลก็ตีจริงๆด้วย ยกมือขึ้นมาแล้วตีลงไวๆบนปากเขาเต็มๆเลย! แค่วะเนี่ยมันหยาบคายตรงไหน!

 

“พูดจาหยาบคาย”

 

“เรื่องของกูสิ!” แล้วก็โดนตีอีกทีจนน้ำตารื้น คิมมยองซูเม้มริมฝีปาก ไอ้บ้าอีซองยอลเป็นใครวะมาตีปากคนอื่น!

 

“งั้นเป็นแฟนกัน” นั่นไงล่ะ! จุดประสงค์ที่แท้จริง! คิมมยองซูเบ้ปาก ส่ายหน้าแล้วก้าวเท้าไวๆเดินหนี

 

อุตส่าห์ไม่พยายามคิดไปในทางนั้นแล้วแท้ๆ ไม่ใช่ว่าเกลียดซองยอลหรืออะไร เขาก็บอกแล้วว่าไม่เชื่อเรื่องความรัก ไม่เห็นจะมองออกเลยว่ารักกันน่ะรู้สึกยังไง ที่สำคัญก็รู้สึกเหมือนเบื่อๆด้วยซ้ำกับเรื่องนี้ เขาก็เลยปฏิเสธ และคำพูดของอีซองยอลก็ดันไปสะกิดให้นึกไปถึงเรื่องเก่าที่ทำให้เจ็บใจเอาซะได้

 

“ไม่เป็น...เลิกเดินตามได้แล้วอีซองยอล...ฉันไม่เป็นแฟนนาย...ไม่เป็นอะไรทั้งนั้น”

 

“ทำไมล่ะ” แต่หมอนั่นดันถามหาเหตุผล ถ้าบอกว่าไม่มีนี่จะดูกวนโมโหเกินไปรึเปล่าล่ะ?

 

“ไม่มีเหตุผล” และเขาก็ยอมกลายเป็นคนกวนโมโห คิมมยองซูก้าวเท้าเร็วๆ ทำไมวันนี้บ้านมันอยู่ไกลนักวะ

 

“ฉันรู้เรื่องที่นายโดนรุ่นพี่บอกเลิกเมื่อปีก่อน”

 

แต่ประโยคนั้นก็ทำให้คิมมยองซูหยุดเดิน เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก ไม่ได้ผูกใจโกรธแค้นอะไรหรอกถ้าซองยอลจะพูดมัน

 

แต่จะพูดทำไมล่ะ!!!

 

“แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้นายต้องปิดกั้นทำเป็นไม่รู้จักความรักนี่” มยองซูหยุดเดินนานแล้ว คิดว่าวันนี้คงถึงบ้านเย็นกว่าที่เคย อีซองยอลก็หยุดเหมือนกัน แต่เป็นหยุดหลังจากเดินมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วพูดพร่ำอะไรไม่รู้อยู่เหนือหัว มยองซูเงยหน้ามองอีกฝ่าย หน้าตาเขาไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่

 

“อย่ามาละครน่ะ...ฉันไม่ได้ปิดกั้น..ฉันแค่เบื่อ...ไม่พร้อมที่จะมี...แล้วก็เห็นว่า...ไม่มีก็ไม่เห็นจะตาย”

 

ใช้ทางหนีไม่ได้ผล มยองซูก็เลยเลือกที่จะบอกมันออกไปเลยว่าจริงๆแล้วเขาคิดอะไรอยู่ เด็กหนุ่มไม่ได้ตะโกนโพล่งออกไปทั้งที่อารมณ์เสีย แต่พูดช้าๆให้ซองยอลเข้าใจ จะได้เลิกวุ่นวายซะที

 

เขาไม่ได้รังเกียจอีซองยอล ถ้ารังเกียจจริงๆก็คงจะไม่ยืนพูดด้วยนานขนาดนี้หรอก ที่รู้สึกก็แค่รำคาญเฉยๆเวลาที่เจ้าตัวชอบมาเกาะแกะวุ่นวายอยู่รอบตัว แต่มันก็ไม่ได้มากเกินไปจนจะต้องไล่ให้ไม่ต้องมาเจอกันอีก จริงๆแล้วมยองซูอยากถามว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่เห็นจะต้องอยากเป็นมากกว่าที่เป็นอยู่เลย

 

“อยู่แบบนี้เรื่อยๆมันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรออีซองยอล?”

 

คราวนี้เด็กหนุ่มพูดเสียงเบาแล้วก้มหน้ามองพื้น เห็นแต่เงายาวๆของอีซองยอลที่ทอดมาทับกับเงาของตัวเอง รู้สึกว่ารอบข้างมันเงียบลง เพราะไม่มีเสียงกวนประสาทจากคนตรงหน้า

 

มยองซูหวั่นใจกลัวจะโดนซองยอลโกรธเพราะอีกฝ่ายเงียบไปเลย แถมเงียบไปนานมาก ก็เลยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาดู ขมวดคิ้วแล้วขมวดคิ้วอีก นึกว่าเมื่อกี๊พูดอะไรผิดไปหรือไง

 

“.....อีซองยอล” จนในที่สุดทนรอไม่ไหวมยองซูก็เงยหน้า คิดว่าคงจะเจอกับใบหน้าโกรธจัดของอีซองยอลซะแล้วที่ถูกปฏิเสธ แต่ก็ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิ้มแป้นแล้นแบบเดิมมาให้เท่านั้น

 

“งั้นก็โอเค....ฉันมาคิดๆดูแล้ว...แบบที่นายบอกก็ดีเหมือนกัน...” จากนั้นอีซองยอลก็เริ่มยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้ดวงตานั้นวิบวับไปมาดูเจ้าเล่ห์พิกลจนมยองซูเริ่มหมั่นไส้

 

“แต่อย่ามาแอบหวงฉันทีหลังนะ...ขอบอกไว้ก่อนอีซองยอลเสน่ห์แรงจะตาย...สาวๆตรึมอ่ะ” เด็กหนุ่มร้องเหอะแล้วชกเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่าย คิมมยองซูไม่หวงหรอก อยากจะไปหว่านเสน่ห์ใส่ใครที่ไหนก็ไปสิ ก็บอกแล้วว่าเขาน่ะไม่อยากใส่ใจกับเรื่องแบบนี้ แล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมา

 

“อีกนิดเดียวจะถึงบ้านฉันแล้ว..จะยังไปส่งอยู่มั๊ย?...ฉันไม่อยากยืนเถียงกับนายตรงนี้ถึงเช้าหรอกนะ”

 

ก็บอกไปแล้วไง... คิมมยองซูไม่เชื่อหรอกเรื่องความรักน่ะ ไม่เชื่อหรอกว่าความรักน่ะจะต้องลงเอยด้วยคำว่าคนรัก ... ที่สำคัญ ก็ได้หลอกให้พี่ชายร่วมด้วยช่วยเชื่อไปอีกคนแล้วไง คิมมยองซูไม่คืนคำหรอกน่า!

 

เชื่อสิ!

 

.

.

.

 

 

 

 

 

Studio Version.

 

คิมซองกยูยืนเช็ดแก้วกาแฟอยู่เงียบๆคนเดียวหลังเคาท์เตอร์แคชเชียร์ เขาฮัมเพลงโปรดเบาๆในลำคอ วางแก้วเซรามิกสีขาวลงเรียงกันอย่างระมัดระวัง เขาได้รับหน้าที่ให้ดูแลร้านในช่วงสายๆแบบนี้ไปก่อน เพราะพนักงานคนอื่นต้องออกไปซื้อของมาเตรียมไว้สำหรับจัดร้านเนื่องในเทศกาลวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ โชคดีที่ตอนนี้ร้านว่าง ไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว ตลกดีที่ผู้จัดการร้านอยากจะอินเลิฟในเทศกาลแห่งความรักกับเขาบ้างก็เลยสั่งพนักงานไปแบบนั้น ซองกยูเช็ดจานรองแก้วสีขาวเข้าชุดกับแก้วกาแฟเป็นอย่างต่อมา เขาเรียงมันไว้บนตะแกรง แยกเรียงลำดับเล็กใหญ่ไปเรื่อยๆ ระวังไม่ให้มันตก

 

เพล้งงงงงงงงง

 

แต่สงสัยมันจะเป็นวันซวยของคิมซองกยูซะแล้ว อยู่ดีๆจานเซรามิกก็ร่วงลงมามือ กระทบกับพื้นเสียงดังเพล้ง แถมแตกกระจายกลายเป็นซากจานอยู่แทบเท้า

 

เขาหันซ้ายขวา ถอนหายใจอย่างโล่งๆที่ตอนนี้ไม่มีพนักงานซักคน เขายังไม่อยากถูกดุ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นรีบเก็บเศษทิ้งลงถังขยะดูจะปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่า

 

ซองกยูยิ้มรื่นกับตัวเอง วางผ้าเช็ดจานลงกับเคาท์เตอร์แล้วก้มลงไป

 

“ฉันเห็นนะ”

 

ชายหนุ่มชะงัก เสียงใครน่ะ!! ก็ทั้งร้านมีอยู่คนเดียวนี่!!! ซองกยูค่อยๆยืดตัวขึ้นจากหลังเคาท์เตอร์ หวังแค่ว่าคงจะไม่ใช่ผู้จัดการร้านก็พอแล้ว

 

“นายน่ะทำจานแตก….คิดจะปิดเงียบล่ะสิ….แต่ฉันเห็นนะ!”

 

และก็ไม่ใช่ผู้จัดการร้านจริงๆอย่างที่ซองกยูหวัง แต่กลับกลายเป็นใครก็ไม่รู้ที่เขาไม่รู้จัก ยืนยิ้มบางๆเกาะเคาท์เตอร์แคชเชียร์

 

“เอ่อ…คือ…ผม….”

 

ซองกยูตะกุกตะกัก ลูกค้าเห็นตอนเขาทำจานแตก ถึงจะงงว่าเข้ามาตอนไหนทำไมเขาถึงได้ไม่เอะใจเลย แต่ก็ต้องรีบจัดการสถานการณ์ตรงหน้าก่อน

 

“ขอโทษครับ…ผมจะรับผิดชอบครับ….คุณลูกค้ารับอะไรดีครับ?”

 

“ไม่รับอะไรหรอก…รีบเก็บจานที่แตกสิ…เดี๋ยวผู้จัดการมาเห็นก็ถูกหักเงินเดือนหรอก”

 

ซองกยูขมวดคิ้วกับคนประหลาดตรงหน้า ก็เมื่อกี๊ยังทำท่าเหมือนจะบังคับให้เขารับผิดชอบจานนั้นอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็นว่ามาบอกให้เขารีบทำลายหลักฐานไปได้ล่ะเนี่ย

 

“อย่าทำหน้างงสิ…ฉันสัญญาก็ได้ว่าจะไม่บอกใคร…โอเคมั๊ย?”

 

แล้วอย่างซองกยูจะตอบรับว่าอะไรล่ะ… เขาก็ได้แต่พยักหน้าและยิ้มให้เท่านั้นแหละ แล้วคนคนนั้นก็เดินออกจากร้านไปเลย ทิ้งให้คิมซองกยูยืนอยู่กับความงุนงงของตัวเอง

 

.

.

.

 

“อ่ะ…ซองกยูช่วยพี่เป่าลูกโป่งพวกนี้ทีสิ” พี่สาวพนักงานอีกคนที่ออกไปซื้อของแต่งร้านกลับมาแล้ว และกำลังยื่นซองพลาสติกที่มีลูกโป่งรูปหัวใจสีชมพูมาตรงหน้า

 

“มันไม่มีที่สูบลมหรอพี่?...นี่มันเกือบจะห้าสิบใบเลยนะ….กรามผมค้างแน่”

 

“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะซองกยู…พี่ลืมหยิบมาด้วยน่ะ…ค่อยๆทำก็ได้นะไปนั่งเป่าหลังร้านสิ…เดี๋ยวหน้าร้านพี่ดูเอง”

 

“อ่า….เอางั้นก็ได้ครับ”

 

“ช่วยหน่อยน้าซองกยูอา…จะกลับไปซื้ออีกร้านก็ไกล เสร็จไม่ทันเราคงโดนผู้จัดการดุด้วยกันหมด”

 

คิมซองกยูพยักหน้า เขาคว้าถุงลูกโป่งเจ้าปัญหาเดินเข้าหลังร้าน ถอดผ้ากันเปื้อนสีเขียวเข้มวางไว้หลังประตูแล้วเริ่มหยิบลูกโป่งออกมาเป่า คิดในใจว่าคืนนี้เขาอาจจะกินข้าวลำบากเพราะคงปวดแก้มไม่เป็นชั่วโมงๆ ทำไมชีวิตรักของคนอื่นจะต้องมาทำให้เขาเจ็บตัวด้วยล่ะ!

 

นึกถึงแล้วก็พาลคิดไปถึงเรื่องที่น้องชายเคยบอกเอาไว้เมื่อตอนก่อนนู้น ซองกยูพยักหน้ากับตัวเอง ความรักนี่มันมีผลเสียจริงๆด้วย มยองซูเองก็เก่งไม่ใช่เล่นนะเนี่ย!!

 

ลูกโป่งสีชมพูสองสามใบแรกที่เป่าเสร็จเรียบร้อยแล้วถูกจับใส่ลงไปในถุงพลาสติก รอการนำไปติดประดับประดาในร้าน  ชายหนุ่มฝ่ามือขึ้นนวดแก้ม เมื่อยไม่หยอก กว่าจะเป่าลมเข้าไปได้ก็ทำเอากระบังลมแทบพัง

 

“ช่วยมั๊ย?”

 

และจู่ๆเสียงที่ไม่คุ้นหูก็ดังขึ้นข้างๆ ซองกยูหันไป แล้วก็พบว่าคนที่มาเสนอความช่วยเหลือให้คือคนคนเดียวกับที่บอกให้เขารีบเก็บจาน

 

เฮ้ย!! แล้วเข้ามาหลังร้านได้ไงเนี่ย!

 

“อ่ะเอ่อ….ไม่ต้องครับ…ผมทำได้” เขาปฏิเสธไปก่อนตามสัญชาติญาณ เห็นใบหน้านั้นยู่ลงนิดนึง แต่ก็กลับมายิ้มใหม่ ซองกยูเริ่มสับสนแล้วว่าตอนนี้มันคืออะไรกันเนี่ย!

 

“แต่ฉันอยากช่วยนะ” แล้วก็ยิ้มอีก ซองกยูงงเป็นไก่ตาแตกเลยว่าคนตรงหน้านี่ต้องการอะไรจากเขากันแน่ ที่สำคัญ เป็นใครถึงได้เข้ามาหลังร้านได้โดยที่พนักงานด้านหน้าไม่กันไว้ แต่เห็นรอยยิ้มสดใสที่ฉีกยิ้มจนตาปิดแล้วเขาก็พูดอะไรไม่ออก รู้สึกเหมือนมันวิ้งๆอยู่ในหู  ได้แต่ปล่อยให้คนแปลกหน้าหยิบลูกโป่งขึ้นมาเป่าตามใจอยาก

 

หน้าตาบู้บี้เวลาที่พยายามจะเป่าลมเข้าไปแล้วมันไม่ยอมเข้าไปอย่างที่อยากได้ทำให้ซองกยูหลุดขำ เขานั่งมองแก้มป่องๆที่เหมือนจะระเบิดเวลาเป่าลูกโป่งเจ้าปัญหานั่นแล้วอดยิ้มตามไม่ได้

 

“ฉันอูฮยอน…นัมอูฮยอนเผื่อนายจะไม่รู้จัก”

 

แล้วก็แนะนำตัวแบบแปลกๆใส่ แต่พอได้ยินชื่อและนามสกุลก็เลยทำให้ซองกยูต้องร้องอ๋อในใจ ที่แท้ที่เข้ามาหลังร้านได้ก็เพราะว่าเป็นหลานชายของผู้จัดการร้านนี่เอง!!

 

ความสงสัยในตัวคนตรงหน้าของซองกยูหมดไปแล้ว เขานึกในใจว่าอีกฝ่ายน่าจะบอกตั้งแต่แรกนะ เพราะบางทีเขาอาจจะทำสีหน้าแปลกๆใส่เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร นี่ก็ไม่รู้ว่าเผลอทำอะไรแปลกๆออกไปรึเปล่า

 

“แล้วก็ฉันไม่ชอบให้ใครมาขำแก้มฉัน…เลิกมองแล้วก็เป่าต่อได้แล้วนายคิมซองกยู”

 

คิมซองกยูที่ถูกตำหนิกลายๆรีบก้มหน้าก้มตาเป่าลูกโป่งทันทีที่ถูกจับได้ว่าเอาแต่แอบมองหน้าจนไม่ทำงานต่อ ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาเกาหัวแก้เก้อ ก็ใครใช้ให้ทำหน้าตาตลกๆล่ะ… มองแล้วมันเพลินๆดีเขาก็หยุดมองไม่ได้น่ะสิ

 

.

.

.

 

คิมซองกยูมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองแล้วโบกมือลาพี่ๆทั้งหลายที่กำลังล็อคประตูเหล็กของร้านกาแฟ เขาเช็คกระเป๋าว่าหยิบของมาครบแล้วและไม่ลืมอะไร ก็หมุนตัวเพื่อที่จะเดินไปยังป้ายรถเมล์ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความจากน้องชายแล้วก็กดตอบกลับ

 

‘หิวจะตายอยู่แล้วคิมซองกยู!..เร็วๆหน่อยสิ!’

 

‘จงหิวตายต่อไปซะคิมมยองซู’

 

เขาอยากจะเขกหัวมยองซูแรงๆซักทีโทษฐานที่ชอบพูดจาไม่น่าฟังใส่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องคนไหน น้องชายเขาก็เรียกแต่ชื่อเหมือนกับเป็นเพื่อนเล่นกันซะอย่างนั้น แถมพ่อกับแม่เขาก็ไม่ว่าอีก ก็เพราะไม่ค่อยอยู่บ้านเลยยอมตามใจกันจนเสียเด็ก ซองกยูส่ายหัวเบาๆให้กับตัวเอง

 

มันน่าจะมีใครมาดัดนิสัยเสียที่แก้ไม่หายของมยองซูให้บ้างก็คงจะดี...

 

แล้วจู่ๆ ซองกยูก็คิดถึงใครอีกคนระหว่างทางเดินไปที่ป้ายรถเมล์ นิสัยเด็กเอาแต่ใจพอกัน ชอบทำให้ปวดหัวและตลกไปในคราวเดียวกัน อา~… นี่เขากำลังนึกถึงนัมอูฮยอนหลานชายเจ้าของร้านกาแฟ!

 

ชายหนุ่มสะบัดหัว เขาย่นจมูก จริงๆแล้วนัมอูฮยอนก็ไม่ได้ต่างอะไรกับน้องชายเขาเลย ฝ่ายนั้นชอบพูดจาเกินอายุ ทำสีหน้าเหมือนกับว่ารู้ไปหมดทุกอย่าง ที่สำคัญ... ดูยังไงนัมอูฮยอนก็เด็กกว่าแต่ไม่ยักกะเรียกเขาว่าพี่!

 

ซองกยูเดินขึ้นรถในขณะที่ยังไม่เลิกคิดถึงเรื่องของนัมอูฮยอน วันนี้ตอนที่เข้ามาช่วยเป่าลูกโป่ง มันเป็นการทำลายล้างมากกว่าถ้าจะพูดให้ถูก เพราะแทนที่จะทำให้มันเสร็จเร็วกลับเป็นว่าเสร็จช้ามากขึ้นไปอีก ลูกโป่งก็เป่าไม่ได้ แถมยังทำไอ้พวกที่เขาเป่าเสร็จแล้วแตกระเบิด

 

นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นหลานชายเจ้าของร้านคิมซองกยูคงจับมาตีแรงๆฐานทำตัวเป็นเด็กดื้อให้เข็ดไปแล้ว...

 

“มัวแต่เหม่อไรเนี่ย!หิวหิวหิว!ไอ้พี่บ้ารีบทำอะไรให้กินสิโว้ย!!!!”

 

เปล่าหรอกไม่ใช่ข้อความจากมยองซู แต่เป็นคิมมยองซูตัวเป็นๆเลยต่างหาก ซองกยูยังงงอยู่ว่าตัวเองกลับมาถึงบ้านได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สาบานก็ได้ เขาว่าเขาไม่ได้นั่งนึกถึงนัมอูฮยอนตลอดทางแน่ๆ

 

.

.

.

 

“ห้ามรับช็อคโกแลตหรือดอกไม้จากใครนะ!เข้าใจไหมคิมซองกยู?”

 

คิมซองกยูขมวดคิ้ว ไม่ใช่ว่างงหรอก แต่แค่ไม่คิดว่าน้องชายจะอาการหนักมากขนาดนี้ต่างหาก

 

“ถ้าพี่ทำให้ผมอิจฉาล่ะก็...ตายแน่”

 

เขาหัวเราะ ไอ้น้องชายสติไม่เต็มเต็งของเขานี่มันอะไรกัน แต่ก็ยอมพยักหน้าเข้าใจ แล้วคิมมยองซูก็เปิดประตูออกจากบ้านไปโรงเรียน เขาไม่ได้ตามออกไปดูว่าแต่ละวันน้องออกไปโรงเรียนยังไง แต่รู้สึกพักหลังจะมีเสียงกระดิ่งรถจักรยานมากริ๊งใส่บ่อยๆ มยองซูนี่ยังนิสัยไม่ดีตามเคย คงจะไปอ้อนลุงขายไอติมคนไหนซักคนให้มารับไปส่งที่โรงเรียนแลกกับการพาเพื่อนมาเหมาทั้งรถแน่ๆ

 

ซองกยูหยิบกล่องพลาสติกใสที่คว่ำอยู่บนตะแกรงขึ้นมาเช็ดแล้วหยิบใส่ห่อผ้าสีเขียวมินท์ อย่าเพิ่งทำหน้าปุเลี่ยนแบบนั้นเลย เขาไม่ได้สาวขนาดจะมานั่งทำข้าวกล่องไปแจกใครต่อใครหรอก นี่ได้มาต่างหาก... ไม่อยากจะบอกเลยว่าได้มาจากใคร ก็นัมอูฮยอนหลานชายเจ้าของร้านกาแฟน่ะแหละ...

 

ตั้งแต่วันที่เข้ามาช่วยทำลายล้างลูกโป่ง เจ้าของแก้มกลมๆนั้นก็ไม่ได้แวะมาที่ร้านอีก นี่! ไม่ใช่ว่าคิมซองกยูรอนัมอูฮยอนนะ ไม่ใช่แบบนั้น เขาก็แค่สงสัยเฉยๆก็เลยนั่งรอดูว่าจะมาอีกวันไหนต่างหาก! แต่ถึงจะไม่ได้มาเลยนับตั้งแต่วันนั้น แต่ทุกๆวันที่เขาเข้าไปทำงานทีร้าน ก็จะมีกล่องข้าวกับห่อผ้าสีเขียวมินท์นี่วางอยู่พร้อมกับโน้ตที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากชื่อซองกยูและรูปวาดลูกโป่งใบเล็กๆถัดมา

 

คิมซองกยูไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้คิมมยองซูฟัง เขายังไม่อยากได้ปฏิกิริยาตอบรับอะไรแปลกๆจากน้องชายแล้วก็ไม่อยากเดาด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

ชายหนุ่มเก็บกวาดบ้าน ล้างจานข้าวของมยองซู ขึ้นไปเก็บห้องนอนรกๆ พับผ้าห่มที่ถูกยันไปตรงปลายเตียงและทุกสิ่งที่ระเกะระกะอยู่ในห้องนั้น มองนาฬิกาไปด้วยเพราะว่ายังไม่อยากไปเข้ากะวันนี้สาย...

 

วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์เสียด้วย ลูกค้าต้องเยอะกว่าวันอื่นแน่นอน นึกไปถึงพี่พนักงานผู้หญิงที่ร้านแล้วก็รู้สึกว่าเขาต้องรีบไปช่วย หยั่งกับฮีโร่เลยนะเนี่ยคิมซองกยู

 

เขาบ่นพึมพำกับตัวเองอีกไม่นานก็ตรงดิ่งออกจากบ้านไปยังร้านกาแฟ เดินผ่านหน้าร้านที่ตกแต่งด้วยโทนชมพูแล้วก็ทำหน้าตาปุเลี่ยน เขาเจอสีชมพูมาราวๆสองวันได้แล้วตั้งแต่เริ่มจัด ตอนนี้รู้สึกเอียนอย่างบอกไม่ถูก

 

ซองกยูเดินเข้าทางหลังร้าน โค้งหัวทักทายพี่ๆที่มาถึงก่อนแล้วและรีบเปลี่ยนชุดหยิบผ้ากันเปื้อนมาใส่ ตรงไปที่ลิ้นชักเก็บป้ายชื่อแล้วก็ต้องชะงักเมื่อพบว่ามันไม่ได้เหลือแค่ป้ายซองกยูคนเดียว ที่วางอยู่ใกล้ๆกันมีป้ายพนักงานแบบเดียวกันแต่มีชื่อ”นัมอูฮยอน”อยู่บนนั้น

 

“อย่าทำหน้าตกใจสิ….อยากช่วยน่ะก็เลยขอลุงมาทำ”

 

เจ้าของป้ายชื่อเดินมาข้างหลังตอนไหนไม่รู้ ซองกยูขมวดคิ้วในขณะที่เจ้าตัวเดินมาหยิบเข็มกลัดไปแล้วพยายามจะกลัดมันลงที่หน้าอกเสื้อ

 

เขาหยิบของตัวเองขึ้นมาแล้วกลัดอย่างคล่องแคล่วเพราะใส่ทุกวันจนชินแล้ว แต่ดูท่าคนตรงหน้าจะไม่เคยทำ ตอนนี้ก็เลยยังงงก้มหน้างุดๆอยู่กับอกเสื้อตัวเอง

 

“โอ๊ย!”

 

แล้วจู่ๆนัมอูฮยอนก็ร้องเสียงหลง เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นเบะปากแล้วก้มมองปลายนิ้วที่ถูกปลายเข็มทิ่มเข้าให้จนเลือดหยด

 

“เอ้า…ใส่ไม่เป็นทำไมไม่บอกล่ะ” คิมซองกยูหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วใช้มันเช็ดเลือดจากปลายนิ้วนั้นแล้วกดไว้ก่อนรอหาพลาสเตอร์ยา ปกติพกไว้เพราะถูกแม่สอนจนชิน แต่ก็ไม่เคยใช้ซักที จนได้มาใช้ตอนนี้แหละ

 

“ก็คิดว่านายจะรู้นี่..”

 

“อ้าว…ถ้าไม่บอกแล้วจะรู้ได้ไงล่ะ”

 

เขาเห็นอูฮยอนก้มหน้างุดลงไปบ่นพึมพำอะไรแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ซองกยูหยิบเข็มกลัดออกจากมือแล้วติดให้ที่หน้าอกเสื้อ เอาเข้าจริงหมอนี่ก็ตัวเล็กกว่าเขาเอาเรื่องเหมือนกันนะถึงจะไม่มากเท่าไหร่ก็เถอะ

 

“รอนี่แล้วกันฉันจะไปหาพลาสเตอร์มาแปะให้”

 

ติดเสร็จซองกยูก็ถอยออกมา เดินไปค้นอะไรกุกกักอยู่ที่ตู้ยาซักพักก็กลับมาใหม่พร้อมกับพลาสเตอร์ยาสีเนื้อ เขาคว้าข้อมือนัมอูฮยอนขึ้นมาแล้วจับพลิกหานิ้วที่ถูกเข็มตำ ก่อนจะแปะพลาสเตอร์ลงไปเบาๆ

 

“จริงๆมันไม่ใช่แผลใหญ่ไม่ต้องติดก็ได้มั้ง”

 

แต่พออีกฝ่ายทำท่าจะแกะออก เขาก็ตีลงบนมือดังเพี๊ยะ

 

“เจ็บนะ”

 

นัมอูฮยอนร้องครวญ ซองกยูเดาว่าถ้าเขาตีอีกซักทีอีกฝ่ายคงน้ำตารื้นเลยยั้งมือไว้แล้วขมวดคิ้วทำหน้าตาดุใส่ พอดีกับที่พี่คนอื่นเข้ามาเรียกให้ไปช่วยงานพอดี หลานชายเจ้าของร้านกาแฟก็เลยรอดตัวไป

 

.

.

.

 

วันนั้นทั้งวันวุ่นวายอย่างที่คิมซองกยูคาดไว้ไม่มีผิด นอกจากจะเป็นเพราะคู่รักที่พร้อมใจกันออกมาเดินเป็นคู่ๆอย่างล้นหลามแล้ว ต้องโทษโปรโมชั่นพิเศษของร้านที่สั่งกาแฟสองแก้วจะแถมเค้กรูปหัวใจหนึ่งก้อน คนก็เลยแห่กันมาจนเสิร์ฟและรับรายการมือพันกันเป็นระวิง

 

ซองกยูยืนอยู่ที่เคาท์เตอร์แคชเชียร์ รอใบเสร็จรับเงินที่กำลังจะพิมพ์ออกมา เขาเงยหน้าขึ้นมองนัมอูฮยอนที่ยังคงวิ่งวนยิ้มแย้มแจ่มใสเสิร์ฟออเดอร์ให้กับลูกค้า เอิ่ม…เขาไม่ได้หมายความว่านัมอูฮยอนน่ารักนะ แต่แบบว่าอีกฝ่ายในชุดฟอร์มของร้านนี่ก็ดูดีไม่หยอกเลย

 

“เอ่อ…ขอใบเสร็จด้วยค่ะ”

 

จนลูกค้าทักเขาถึงหลุดออกจากภวังค์แล้วรีบฉวยใบเสร็จรับเงินพร้อมเงินทอนส่งคืนให้เธอ สาวเจ้ายิ้มหวานให้ดูไม่ติดใจอะไรที่เขาแอบเหม่อ หล่อนเก็บเงินทอนใส่กระเป๋าถือแล้วสอดแขนเข้าไปควงแฟนหนุ่ม แต่ก็ไม่วายหันกลับมาย้ำว่าเมื่อกี๊เขาเผลอทำอะไรไป

 

“เป็นแฟนกันหรอคะ?...น่ารักจังนะ…มองตาไม่กระพริบเชียว”

 

และหลังจากเธอเดินออกจากร้านไป คิมซองกยูก็หน้าร้อนผ่าวกับคำพูดนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่อูฮยอนเดินเอาออร์เดอร์มาส่งที่เคาท์เตอร์พอดี อีกฝ่ายทำหน้าประหลาดใจกับท่าที่ของเขา ดวงตากลมใสเป็นประกายวาววับ อูฮยอนน่ะไม่รู้ว่าลูกค้าคนเมื่อกี๊พูดอะไร แต่คนรู้น่ะมันเขานี่!!!

 

ซองกยูส่งออร์เดอร์ต่อไปในครัว แล้วเริ่มชงกาแฟ เขาหยิบแก้วเซรามิกสีขาวขึ้นมารองกดกาแฟสดจากเครื่อง ตักส่วนผสมเล็กน้อยและไม่ลืมที่จะตกแต่งฟองสีขาวนุ่มให้กลายเป็นรูปหัวใจ

 

“อ้าวซองกยูอา…ออเดอร์เมื่อกี๊มันเอสเพรสโซไม่ใช่หรอ?”

 

ซวยแล้ว!!

 

ชายหนุ่มยู่หน้า นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย! ลูกค้าสั่งเอสเพรสโซเขาทำลาเต้ ที่สำคัญแต่งฟองครีมเป็นรูปหัวใจด้วย ถึงจะเป็นปกติที่ทำพลาดกันได้และทางร้านก็ไม่ได้เคร่งครัดมากจนถึงกับต้องหักเงินเดือน ซองกยูก็รู้สึกว่าเขาเริ่มจะสติไม่สมประกอบเอาซะแล้ว

 

“เหนื่อยก็ไปพักสิ….ฉันช่วยชงได้นะ…ลุงเคยสอน”

 

แล้วคนที่ทำให้เขาคุมสติไม่อยู่ก็ดันมายืนอยู่ข้างๆแล้วยื่นหน้ามาหาซะได้ ซองกยูสะดุ้งโหยงจนอีกฝ่ายก็ตกใจไปด้วย เขายกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก โชคดีที่ตอนนี้ลูกค้าเริ่มบางลงและเสิร์ฟจนใกล้ครบแล้ว เพราะงั้นพนักงานสองคนที่แอบยืนอู้คุยกันอยู่ตรงนี้ก็เลยดูไม่น่าเกลียดเท่าไหร่

 

“อือ…ไปพักสิซองกยู..ลูกค้าน้อยแล้ว…อูฮยอนก็ด้วยนะจ๊ะ…มาช่วยตั้งแต่เช้าแล้วคงเหนื่อยแย่”

 

พี่สาวพยักหน้าให้เขากับอูฮยอนไปพักที่หลังร้าน ฝ่ายนั้นก็เลยเดินตัวปลิวนำหน้าไปแล้ว ซองกยูหันไปมองเป็นเชิงว่าถ้าจะไปพักได้แน่หรอ? แล้วพอพี่สาวยิ้มรับ เขาก็เดินตามหลังนัมอูฮยอนต้อยๆไป

 

ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่คิดว่าแค่คำพูดหยอกล้อเล่นๆของลูกค้าจะทำให้เขาเป็นเอามากขนาดนี้ สาบานก็ได้คิมซองกยูไม่เคยคิดแบบนั้นนะ!! ที่มองนัมอูฮยอนบ่อยๆก็แค่แบบมองแล้วเพลินดีต่างหาก เขาคิดว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับอีกฝ่ายมากไปกว่านี้แน่นอน!

 

แต่ก็ไม่รู้สิ..พอมีคนมาสะกิดเขาก็พาลคิดโน่นนี่วุ่นวายไปหมด!

 

และมันก็ทำให้เขาไม่กล้าเดินเข้าไปนั่งกับหมอนั่น อา….คุณลูกค้านะคุณลูกค้า! ความรักมันไม่ดีหรอกอย่ามายุซะให้ยากเลย ก็น้องชายเขาบอกมาแบบนั้นนี่!!!!

 

แต่จนแล้วจนรอดซองกยูก็เดินเข้าไปนั่งจนได้ เพราะนัมอูฮยอน… มันแย่ตรงที่บนหน้าผากหมอนั่นมีคำว่า “นายรังเกียจฉันหรอ?” ตอนที่เขาไม่ยอมเดินเข้าไป ซองกยูก็เลยต้องนั่งแล้วหันหน้าไปใช้หน้าผากบอกว่า “เปล่าหรอก..แต่กลัวมันสปาร์คน่ะ”

 

“เหนื่อยมากขนาดนั้นเชียวหรอ?...หน้าตานายดูวุ่นวายชอบกลนะ”

 

แน่ะ!!แล้วมาสังกงสังเกตอะไรเขาล่ะ ซองกยูเบี่ยงหน้าหนี อูฮยอนหันตามพยายามดู คนนึงหนีคนนึงจะดูอยู่นั่นแหละจนสุดท้าย คนทนไม่ได้กลับกลายเป็นคนหนี คิมซองกยูยู่หน้า มองซ้ายมองขวาแล้วพูดเบาๆให้ได้ยินกันแค่สองคนว่าทำไมเขาถึงทำหน้าตาบอกบุญไม่รับแบบนี้

 

“ก็เมื่อกี้มีลูกค้ามาทักว่าฉันเป็นแฟนนายหรอทำไมมองตาไม่กระพริบเลย”

 

สาบานได้อีกทีน่ะแหละ ว่าคิมซองกยูแค่พูดเฉยๆนะ แต่นัมอูฮยอนน่ะแทบจะล้มตึงลงไปแล้ว แก้มกลมๆแดงเรื่อ ตาใสๆกลอกไปมาแล้วบ่นอู้อี้

 

“เปล่าซะหน่อย”

 

“ก็ใช่น่ะสิ…นายไม่ใช่แฟนฉันซะหน่อย…ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นได้ก็ไม่รู้…แถมมันก็ไม่ได้ดูเหมือนว่านายกำลังจีบฉันอยู่ด้วย”

 

โอเค คิมซองกยูยอมรับว่าเขาเป็นคนพูดจาตรงๆ และไม่ค่อยคิดมากกับคำพูดของตัวเองซักเท่าไหร่ เขาไม่เคยคิดร้ายหรืออยากจะให้คำพูดมันบาดใจใครด้วย ก็แค่นึกคำพูดอื่นไม่ออกก็เลยได้พูดไปแบบนั้น แต่คำพูดของอีกฝ่ายที่ตอบกลับมาต่างหากล่ะที่ทำให้กลายเป็นซองกยูจะล้มตึงลงไปตรงนั้นแทน

 

“อ้าว…นี่นายไม่รู้หรอว่าฉันกำลังจีบนายอยู่?”

 

นัมอูฮยอนถามเขาตาใส เฮ้ย! แล้วใครมันจะไปรู้ล่ะ! ก็แค่เข้ามาทัก ช่วยปิดความลับนิดหน่อย ช่วยเป่าลูกโป่งถึงจะไม่ได้เป่าอะไรมากมาย ทำข้าวกล่องมาให้กินทุกวัน มันเหมือนคนจีบกันตรงไหนเนี่ย! เอ๊ะ หรือเหมือนล่ะ?

 

ซองกยูก้มหน้า เขาหลบสายตาวิบวับของนัมอูฮยอน คิดแล้วก็เกลียดตัวเองจริงๆที่ทำตัวเหมือนสาวน้อยทั้งที่ความจริงแล้วคนทำแบบนี้น่ะต้องเป็นนัมอูฮยอนต่างหาก แล้วจู่ๆอีกฝ่ายก็หัวเราะเบาๆท่ามกลางบรรยากาศฉุกเฉินแบบนี้

 

“คิมซองกยูทำไมซื่อบื้อแบบนี้เนี่ย….”

 

เขาเงยหน้ามองคนที่กำลังต่อว่าอยู่กลายๆพร้อมกับขมวดคิ้ว นัมอูฮยอนยิ้มหวานซะจนตาแทบจะเหลือเป็นขีด

 

“ฉันชอบนาย…บอกหน่อยเผื่อนายจะไม่รู้…ฟังแล้วเหมือนตอนฉันแนะนำตัวเองกับนายเลยนะเนี่ย”

 

ซองกยูค้าง เขาอ้าปากเหวอ คือทำอะไรไม่ถูกเลยตอนนี้ ไม่รู้จะพูดอะไรดีได้แต่อ้าปากพะงาบๆรอฟัง

 

“แล้วนายชอบฉันบ้างรึเปล่าล่ะ?”

 

ซองกยูเงียบ หุบปากตัวเองได้แล้ว ขมวดคิ้วแล้วทำหน้าปุเลี่ยนๆมองอีกฝ่ายที่ยังคงยิ้มแป้น

 

“ว่าไง…คิดนานจัง…เดี๋ยวฉันจะหนีกลับบ้านก่อนนะ”

 

แล้วนัมอูฮยอนก็หัวเราะร่า ซองกยูถอนหายใจ เขาพลาดแล้ว! พลาดมากๆด้วยล่ะ

 

“เอ่อคือ..จริงๆแล้วฉัน..คือว่า..เออ…ไม่รู้สิ”

 

“ก็คงชอบนายนั่นแหละ”

 

ที่พลาดนั่นเป็นเพราะว่าดันยกเลิกสัญญาที่บอกว่าจะเชื่อคิมมยองซูเรื่องความรักไปซะแล้ว ไม่อยากเดาด้วยนะ ว่าถ้าน้องชายดันรู้ว่าเขาเผลอพลาดท่าให้กับ”ความรัก”ที่เจ้าตัวพร่ำบอกน่ะว่ามันไม่ดีแล้วจะเป็นไง

 

แต่ซองกยูก็ไม่สนหรอก โอเค ก็ได้บอกไปแล้วนี่ เขาตัดสินใจแล้ว จริงๆต้องบอกว่า ที่ไม่สนใจได้เพราะแพ้รอยยิ้มกับตาใสๆของคนที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้ามากกว่า นัมอูฮยอนแจกยิ้มหวานตามปกติ และยังคงหัวเราะไม่เลิก แต่ก็นั่นแหละ ซองกยูยอมรับแล้วว่าไอ้รอยยิ้มหวานๆของนัมอูฮยอนน่ะเป็นสิ่งที่เขาละสายตาไม่ได้

 

เอ่อ…ถึงคิมมยองซู…

ขอโทษด้วยที่ไม่เชื่อนาย….

.

.

.

แต่ก็นั่นแหละ…

คิมซองกยูชอบนัมอูฮยอนจริงๆนี่….

 

 
 
 
 
 
 
END ;)))))))